4 ขั้นตอนจัดแสงให้ห้องต่างๆง่ายขึ้น
4 ขั้นตอนจัดแสงให้ห้องต่างๆง่ายขึ้น

4 ขั้นตอนจัดแสงให้ห้องต่างๆง่ายขึ้น

4 ขั้นตอนจัดแสงให้ห้องต่างๆง่ายขึ้น

1. รูปแบบการตกตางในแต่ละพื้นที่
ก่อนที่เราจะเลือกโคมไฟเข้ามาตกแต่งในแต่ละห้องนั้น เราควรที่จะคำนึงถึงการตกแต่งโดยรวม หรือ theme ของบ้านเราซะก่อนว่าจะออกมาในแนวไหน ไม่ว่าจะเป็นแนว โมเดิร์น คลาสสิก คอนเทมโพรารี่ หรือลักชูรี่ เราก็ควรจะกำหนดให้ชัดเจนซะก่อน ซึ่งหลังจากที่เราได้กำหนดเรียบร้อยแล้ว เราจึงค่อยเลือกโคมไฟของเราให้เข้ากับ style นั้นๆไป วิธีนี้อย่างน้อยๆที่สุดจะทำให้บ้านคุณออกมาสวยขึ้น 50% โดยทันที

4 ขั้นตอนจัดแสงให้ห้องต่างๆง่ายขึ้น 1

2. ติดตรงไหนและอยากส่องอะไร
ใช่แล้ว การที่เรารู้ก่อนว่าเราจะเลือกไปติดตรงไหนและไว้ส่องอะไรก็จะทำให้เราเลือกโคมไฟได้ง่ายขึ้นนั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น หากพื้นที่ๆเราจะติดคือที่ครัวทำอาหาร เพื่อส่องสว่างเวลาเราทำกับข้าวแล้วละก็ การตัดสินใจเลือกใช้ก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในกรณีนี้อาจจะเป็นการใช้ Aluminum profile ผสมกับ Striplight ติดใต้ตู้เหนือหัวที่ครัวเพื่อให้ได้ไฟส่องสว่างลงมาตรงพื้นที่ทำอาหารก็เป็นตัวเลือกที่ดี หรือ อีกตัวอย่างหากเราต้องการติดไฟห้องแต่งตัว เราก็ควรเลือกไฟกิ่งหรือไฟติดผนัง ที่สามารถให้แสงส่องตรงมาบนหน้าเราเพื่อที่เราจะได้ดูชัดๆเวลาแต่งหน้าและ ไม่มีมุมมืดเหมือนการใช้ดาวไลท์ในการให้แสงจากด้านบนเพียงอย่างเดียว นั้นเอง

4 ขั้นตอนจัดแสงให้ห้องต่างๆง่ายขึ้น 2

3. ขนาดสำคัญความสูงก็เช่นกัน
แน่นอนคุณคงไม่อยากใช้โคมไฟแชนเดอร์เรียใหญ่สูงเป็น 2-3 เมตร กับห้องคอนโดที่มีฝ้าต่ำเป็นแน่ และคุณก็ไม่อยากใช้โคมไฟที่เล็กเกินมาติดที่โถงบันไดเพียงชิ้นเดียวเพราะมันจะทำให้ความยิ่งใหญ่ของโถงบันไดคุณดูอ่อนค่าลงไปมากเลยทีเดียว ฉะนั้นการเลือกขนาดโคมไฟที่เหมาะสมย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องความสูงนั้นก็เช่นกัน หากเป็นสมัยก่อนการติดโคมไฟคือติดให้สูง เอาให้พ้นหัวเดินไม่ชนเป็นพอ จึงทำให้หลายๆที่อย่างเช่นโต๊ะกินข้าวดูไม่สวยด้วยวิธีการแบบเมื่อก่อน ซึ่งสมัยนี้ โคมไฟถือเป็นเฟอร์นิเจอร์อีกชิ้นที่ไว้ตกแต่งบ้านและเติมเต็มพื้นที่ ทำให้บ้านดูสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งเราจำเป็นต้องห้อยโคมไฟลงมาอยุ่ในระดับสายตาที่มองเห็น เพื่อที่โคมไฟนี้จะได้ทำหน้าที่ในการตกแต่งห้องไปด้วยนั้นเอง

4 ขั้นตอนจัดแสงให้ห้องต่างๆง่ายขึ้น 3

4. แสงไฟที่ควรใช้
การเลือกแสงไฟสำหรับใช้ในแต่ละห้องก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งแสงแต่ละสีนั้นจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยแสงแต่ละสีจะมีอุณหภูมิแสงที่แตกต่างกัน
โดยแสงสีขาว หรือ Daylight จะมีอุณหภูมิแสงที่ 6000K – 6500K แต่การเลือกแสงที่ 6000K จะได้แสงที่ออกขาวกว่าและให้ความรู้สึกสว่างกว่า เหมาะแก่การทำงานหรือการใช้สายตา พื้นที่ๆเป็นโรงเรียน ออฟฟิตทำงาน โรงงานก็จะเหมาะมาก Warmwhite จะมีอุณหภูมิแสงที่ 2700K – 3000K แต่เราควรเลือกแสงที่ 3000K แสงที่ใกล้เคียงกับแสง Halogen มากกว่า ความนวลของแสงและความสบายตาที่มากกว่า แสงวอร์มไวท์จะให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลาย และอบอุ่น เหมาะแก่การใช้ภายในบ้านพักอาศัย และห้องนอน ส่ ฉะนั้นเทคนิคที่ดีคือการเลือกใช้แสง 3000K สำหรับ Warmwhite
สุดท้ายแสงคูลไวท์ Coolwhite จะมีอุณภูมิแสงที่ 4000K – 4500K โดยแสงคูลไวท์จะมีโทนสีกึ่งกลางระหว่าง แสง เดย์ไลท์และวอร์มไวท์นั้นเอง โดยแสงคูลนั้นจะออกสีขาวอมชมพูนิดหน่อย ให้ความรู้สึกสบายตา และสว่าง