ทำความรู้จักกับร้านขายวัสดุก่อสร้าง เริ่มต้นธุรกิจอย่างไรให้ราบรื่น

ทำความรู้จักกับร้านขายวัสดุก่อสร้าง เริ่มต้นธุรกิจอย่างไรให้ราบรื่น

วัสดุก่อสร้างนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆสำหรับการทำงานก่อสร้าง มีหลายๆคนอาจจะกำลังคิดว่าอยากเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างบ้าง แต่ไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นอย่างไร และต้องมีแนวทางอย่างไรที่จะให้ร้านขายวัสดุก่อสร้างนั้นดำเนินการไปอย่างราบรื่น

ปัจจัยที่ช่วยในการส่งเสริมการเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้าง

  • ทำเลที่ตั้งและตัวร้าน 
    ควรมีสถานที่กว้างขวางเพราะจะต้องมี ทั้งส่วนที่มีหลังคาสำหรับวัสดุประเภทสี ท่อ พีวีซี และส่วนเปิดโล่งสำหรับวัสดุพวกหิน ทราย และต้องมีพื้นที่จอดรถสำหรับส่งของ และลูกค้าด้วย ร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างไม่ จำเป็นต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ทำให้ช่วย ประหยัดเงินทุนและค่าใช้จ่าย (ค่าไฟฟ้า) ได้ แต่ควรจัดวางสินค้าแยกเป็นหมวดหมู่อย่าง เป็นระเบียบ และรักษาความสะอาดของร้าน ให้ดีด้วย
  • สินค้า
    สินค้าวัสดุก่อสร้างมียี่ห้อและรูปแบบ หลากหลาย เช่น สินค้าปูนซีเมนต์สามารถ แยกย่อยได้หลายประเภทตามความต้องการ ในการใช้งานที่แตกต่างกัน หากร้านของเรามี วัสดุก่อสร้างให้เลือกน้อย ลูกค้าก็อาจตัดสินใจ ไปเข้าร้านอื่นที่ใหญ่กว่า มีตัวเลือกมากกว่า แต่ถ้าต้องการทำร้านขนาดใหญ่ ก็จำเป็นต้อง ใช้เงินลงทุนสูงตามไปด้วย
  • เงินลงทุนเริ่มแรก
    ธุรกิจนี้ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มแรกสูง ทั้ง จากต้นทุนค่าซื้อสินค้าที่มียี่ห้อและรูปแบบ เป็นจำนวนมาก ค่าเครื่องไม้เครื่องมือ และ ค่ารถส่งของ นอกจากนี้ในช่วงเริ่มต้นกิจการ เรามักต้องซื้อสินค้าเป็นเงินสด ทำให้เงินลงทุน จะจมลงไปในตอนแรก ในขณะที่ยังไม่แน่ใจ ว่ากิจการจะไปได้ด้วยดีหรือไม่ ดังนั้น เงินที่ใช้ ลงทุนควรเป็นเงินส่วนตัวของเจ้าของที่ไม่ได้ มีความจำเป็นต้องใช้ในเรื่องอื่น ๆ (หรือที่เรียก ว่า “เงินเย็น” นั่นเอง)
  • การบริการ 
    ร้านขายวัสดุก่อสร้างควรมีบริการขนส่ง สินค้าให้ลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะแข่งขัน กับร้านอื่นได้
  • ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขายกับลูกค้า 
    เนื่องจากกลุ่มผู้รับเหมาจะเป็นลูกค้า ประจำที่ซื้อสินค้าสม่ำเสมอ ดังนั้น ผู้ประกอบ ควรมีความซื่อสัตย์และรักษาความสัมพันธ์ กับลูกค้าให้ดี
  • ความรู้เกี่ยวกับสินค้า
    เราควรมีความรู้เกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง ประเภทต่างๆ พอสมควร เพื่อให้ลูกค้ามีความ มั่นใจในร้านมากขึ้น ถึงแม้ว่าลูกค้าหลักซึ่งเป็น ผู้รับเหมาก่อสร้างจะมีความรู้เกี่ยวกับวัสดุ ก่อสร้างเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม
  • ระบบการบริหารจัดการร้าน
    ผู้ประกอบการควรมีระบบคลังสินค้าและ ระบบบัญชีที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ ระบบ คลังสินค้าที่ดีจะช่วยให้เรารู้ว่าเราจำเป็นต้อง สั่งซื้อสินค้าเมื่อใด และในปริมาณเท่าใด ส่วน ระบบบัญชีที่ดีจะช่วยให้เรารู้ว่าร้านได้กำไร หรือขาดทุนเท่าใด

 

เริ่มต้นธุรกิจวัสดุก่อสร้างด้วยความเข้าใจพื้นฐาน

เราสามารถจดทะเบียนธุรกิจได้ตาม รูปแบบของกิจการและสามารถเข้าสู่ระบบ ภาษีได้โดยการขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและในกรณีที่มี เงินได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจด ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผู้ประกอบการ จดทะเบียนด้วย

การซื้อสินค้า วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือ ในการเปิดร้าน
เราต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผู้ประกอบการ จดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม เราจะถูกเรียกเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 จากผู้ขาย โดยผู้ขายจะต้องออกใบกำกับภาษีให้ ซึ่งเรา ต้องเก็บเอาไว้ เพื่อใช้สำหรับการคำนวณภาษี มูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือน (กรณีที่เราเป็น ผู้ประกอบการจดทะเบียน) และเพื่อเป็น หลักฐานในการรับรู้รายจ่ายในการคำนวณ ภาษีเงินได้ ในกรณีที่เราจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เราต้องจัดทำรายงาน ภาษีซื้อและรายงานสินค้าและวัตถุดิบด้วย

  • ภาษีศุลกากร
    หากเรามีการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์และ เครื่องมือในการประกอบธุรกิจ เราก็มีหน้าที่ต้องยื่นใบขนสินค้าขาเข้าซึ่งจะมีขั้นตอนดังนี้
    ♦ เริ่มจากการลงทะเบียนเป็นผู้ผ่านพิธี การศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (Paperless) โดยลงทะเบียนเฉพาะครั้งแรก เท่านั้น
    ♦ ผ่านพิธีการนำเข้าสินค้าโดยต้องศึกษา เรื่องพิกัดอัตราภาษีศุลกากรเพิ่มเติมตามแต่ละ ประเภทของสินค้าที่เรานำเข้ามาด้วยการจ้างลูกจ้าง 
    ในกรณีที่เรามีลูกจ้าง เราต้องทำการ เสียภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย เพื่อนำส่งกรม สรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปที่ เราจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างหรือโบนัส ฯลฯการจัดหาสถานที่ตั้ง 
    สำหรับผู้ให้เช่าต้องเสียภาษีเงินได้ ในฐานะที่มีรายได้จากการให้เช่าและต้อง เสียค่าอากรแสตมป์ตามมูลค่าของสัญญาเช่า ส่วนสำหรับผู้เช่าเฉพาะกรณีที่เป็นนิติบุคคล การจ่ายค่าเช่าต้องเสียภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายด้วยนะ

เริ่มต้นจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง และรู้จักกับการเสียภาษี
เราสามารถจำหน่ายวัสดุก่อสร้างทั้งใน ประเทศและจำหน่ายเพื่อการส่งออกซึ่งมีราย ละเอียดเกี่ยวกับภาษี ดังนี้

การจำหน่ายในประเทศ

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
    ผู้ประกอบการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาต้องยื่นแบบชำระภาษีปีละ 2 ครั้งได้แก่
    ♦ ครั้งแรกยื่นตามแบบ ภ.ง.ด.94 ในเดือนกันยายนสำหรับเงินได้ในเดือน มกราคม-มิถุนายน
    ♦ ครั้งที่ 2 ยื่นตามแบบ ภ.ง.ด.90 ในเดือนมีนาคมของปีถัดไปสำหรับเงินได้ ในเดือนมกราคม-ธันวาคม โดยนำภาษีที่จ่าย ครั้งแรกมาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ ในครั้งที่ 2
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล
    เราจะต้องยื่นแบบชำระภาษีต่อ กรมสรรพากร ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ สาขาในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือทางอินเทอร์เน็ต ปีละ 2 ครั้ง ได้แก่
    ♦  ภาษีเงินได้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ยื่นตามแบบ ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือนนับแต่ วันครบ 6 เดือนของรอบระยะเวลาบัญชี
    ♦  ภาษีเงินได้สิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ยื่นตามแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วัน นับ แต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี โดยนำ ภาษีที่จ่ายในครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี มาหัก ออกจากภาษีที่คำนวณได้เมื่อสิ้นรอบเวลา บัญชี
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม 
    ♦  เราต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก ผู้ซื้อและออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อเมื่อส่ง มอบสินค้าทุกครั้ง
    ♦  มีหน้าที่จัดทำรายงานสินค้าและ วัตถุดิบ รายงานภาษีขายและยื่นแบบภาษี มูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30 ในแต่ละเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปการส่งออกสินค้าเพื่อการจำหน่าย ต่างประเทศ 
    นอกจากที่เราจะเสียภาษีจากเงินรายได้ ที่จำหน่ายสินค้าภายในประเทศแล้ว หากเรา ต้องการจะจำหน่ายเพื่อการส่งออก เราก็ต้อง ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเสียภาษีในอัตราร้อยละ 0 และยื่นใบขน ของขาออกเพื่อผ่านพิธีการศุลกากรแบบไร้ เอกสาร (Paperless) เพื่อเสียอากรขาออก ตามที่กฎหมายกำหนดข้อมูลจาก: taxclinic.mof.go.th

เลือกซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างกับเรา Beelieve Sourcing มาร์เก็ตเพลสวัสดุก่อสร้างรายแรกของไทย เรามีทั้งสินค้าวัสดุก่อสร้าง และ บริการต่างๆ รวมถึงรถขนส่ง หรือ ช่างผู้รับเหมา ทั่วประเทศไทย  facebook: beelievesourcing line: @beelievesourcing youtube: beelieveus beelievesourcing เราสร้างตลาดสินค้าออนไลน์และ บริการครบจบในที่เดียว